การศึกษากับเศรษฐกิจ ฝ่ายไหนจะรับใช้ฝ่ายไหน

Somdet Phra Buddhaghosacariya (P. A. Payutto)

เมื่อบุคคลนิพพาน จึงจะทำงานเพื่อโลกได้จริง

แท้จริง พุทธพจน์นี้มิใช่เพียงสำหรับผู้ประกาศเผยแผ่พระศาสนาเท่านั้น และที่ว่าจาริกนั้น เดี๋ยวนี้ก็อาจจะไม่ได้จาริกไปด้วยตัวแล้ว เพราะเป็นยุคของข่าวสารข้อมูล ข่าวสารข้อมูลสามารถจะไปได้ด้วย IT ซึ่งสามารถเผยแพร่ไปได้กว้างขวางรวดเร็ว แม้ไม่ต้องเดินทางไป ไม่ต้องขึ้นเครื่องบิน ไม่ต้องไปรถไปเรือ

อย่างไรก็ตาม การจาริกทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะจาริกไปเองหรือจะจาริกไปโดย IT ก็ตาม ศาสนกิจนั้นก็ยังไม่ใช่ความหมายขั้นสมบูรณ์ เพราะหลักการที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้ ไม่ใช่หมายถึงเฉพาะเป็นภารกิจของพระสงฆ์หรือบุคคลเท่านั้น แต่ทรงหมายถึงตัวพระพุทธศาสนาทั้งหมดทีเดียวว่า พระพุทธศาสนาจะดำรงอยู่ยืนนานก็เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก

แม้แต่องค์พระพุทธเจ้าเองที่ดำรงพระชนม์อยู่ ก็เพื่อจุดหมายนี้ ดังที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ เมื่อครั้งที่พระอานนท์ได้กล่าวถามขึ้นมาว่า ถ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอันเป็นอะไรไป ท่านพระสารีบุตรจะเศร้าโศกหรือไม่ พระสารีบุตรก็ได้กล่าวตอบว่า ท่านจะไม่เศร้าโศกด้วยรู้ตามความเป็นจริง แต่ท่านก็คิดว่า ถ้าองค์พระมหาบุรุษจะดำรงพระชนม์อยู่ยืนนาน ก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่พหูชน และเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก เป็นอย่างมาก

นี่ก็หมายความว่า พระพุทธศาสนาทั้งหมดก็ตาม องค์พระบรมศาสดาก็ตาม การทำงานพระศาสนาของเราทั้งหมดนี้ก็ตาม มีวัตถุประสงค์อันแท้จริงอยู่ที่นี่เอง คือเพื่อการบำเพ็ญประโยชน์สุขแก่ชาวโลก อันนี้เป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา เป็นจุดหมายในระดับกว้างขั้นปลาย ซึ่งเป็นจุดหมายเพื่อส่วนรวม

ทีนี้อีกด้านหนึ่ง ก็มีจุดหมายที่มาสนองรับเป็นฐานให้แก่จุดหมายนี้อีกขั้นหนึ่ง คือจุดหมายขั้นบุคคล

จุดหมายของบุคคลที่เป็นแต่ละชีวิตนั้น คือนิพพาน จุดหมายแห่งนิพพานของบุคคลนี้ จะไปสัมพันธ์กับจุดหมายแห่งการบำเพ็ญประโยชน์สุขเพื่อชาวโลก เพราะผู้ใดไม่นิพพาน ผู้นั้นก็ไม่สามารถบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลกได้เต็มที่

เป็นธรรมดาว่ามนุษย์เมื่อยังมีกิเลส ก็ยังมีอะไรที่ต้องทำเพื่อตน อย่างน้อยก็คือการที่จะมีความสุขเพื่อตน อย่างดีก็ยังต้องพัฒนาคุณภาพของตน แต่ถ้าผู้ใดนิพพาน ก็คือเสร็จกิจเพื่อตน ดับตัวตนหมดแล้ว ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวอีก เต็มอิ่ม จนกระทั่งมีความสุขเป็นคุณสมบัติประจำตัว แม้แต่ความสุขก็เป็นคุณสมบัติประจำตัวแล้ว ไม่ต้องหาความสุข ไม่ต้องทำอะไรเพื่อตัวเองอีก

บุคคลที่นิพพาน ดับได้แม้กระทั่ง(ความนึกคิดถึง)ตัวตน เพราะไม่มีตัวตน(ที่ยึดถือไว้) มีความสุขเต็มเปี่ยมบริบูรณ์แล้ว ท่านผู้นี้แหละจึงจะเป็นผู้พร้อมที่จะบำเพ็ญประโยชน์สุขเพื่อชาวโลกได้เต็มที่

คตินี้เป็นเรื่องสำคัญ จะต้องรู้ตระหนักไว้ว่า จุดหมายของพระพุทธศาสนาจัดเป็น ๒ ขั้น คือจุดหมายเพื่อตัวบุคคล กับจุดหมายเพื่อส่วนรวม ซึ่งรับกัน และสอดคล้องหนุนซึ่งกันและกัน เราจะต้องเน้นย้ำหลักการนี้ให้เด่นชัด

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาครั้งแรก ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น พระองค์จึงตรัสว่า ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ รวมทั้งพระองค์เองด้วย ล้วนเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ นี้ก็คือว่านิพพานหมดแล้ว ไม่มีตัวตนที่จะไปติดข้องอะไรทั้งสิ้น เป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ฉะนั้นต่อจากนี้ก็เป็นอิสระเสรี สามารถจาริกไปเพื่อชาวโลกได้เต็มที่

ฉะนั้น การศึกษาจะต้องทำให้ได้ทั้ง ๒ ขั้น คือการศึกษาที่จะทำให้คนนิพพาน ซึ่งมีความหมายต่อไปถึงการที่เขาจะได้ทำงานเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกได้โดยสมบูรณ์ ทั้งสองอย่างนี้รับกัน ถ้าการศึกษาไม่สามารถทำให้สำเร็จวัตถุประสงค์สองอย่างนี้ โดยเฉพาะขั้นแรกกิเลสไม่น้อยลงแล้ว การที่เขาจะทำเพื่อประโยชน์สุขแก่สังคม หรือแก่ส่วนรวม ตลอดจนแก่โลกนั้น ย่อมเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้

The content of this site, apart from dhamma books and audio files, has not been approved by Somdet Phra Buddhaghosacariya.  Such content purpose is only to provide conveniece in searching for relevant dhamma.  Please make sure that you revisit and cross check with original documents or audio files before using it as a source of reference.